Welcome To Wanyen-Society


21/9/53

ที่สุดของพี่ชาย...ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร

          
หลายคนคงจะเห็นรูปผู้ชายคนหนึ่งอยู่บนหน้า blog ของฉันเต็มไปหมด เขาก็คือ พี่โต๋ ศุกดิ์สิทธิ์   เวชสุภาพรนั่นเอง เชื่อว่าทุกตนก็คงรู้จักพี่โต๋อยู้แล้วเเหละ เเต่ก็อยากนำเหนอหน่อยล่ะกัน
      ชื่อจริง : ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร
        ชื่อเล่น : โต๋
        วันเกิด : 20 มกราคม 2527
        ศาสนา : คริสต์
        ส่วนสูง : 172 cm.
        น้ำหนัก : 59 kg.
        พี่น้อง : 2 คน มีน้องชายชื่อ พรรศักดิ์ (เต๋)
        คุณพ่อ : นคร เวชสุภาพร (หัวหน้า, guitar , vocal วง Grand Ex')
        คุณแม่ : ธนภรณ์ เวชสุภาพร
        การศึกษา :
        - ABAC - BBA (International Business Management)
        - High School: EIS
        - Primary and 2nd School: Seven days Adventists
        - Grade 1: Bangkok Christian College

     Piano
        - Home : DC7
        - Concert : CF3
        - B5 : Motif ES8

        ประวัติการเล่น piano
        - เริ่มเล่นตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
        - สอบเทียบระดับ Grade 6 ของ Trinity College of London และได้รับรางวัลTrinity Awards Thailand
        1999 &  Exhibition Awards
        - ปัจจุบันเล่นประจำอยู่ที่โบสถ์อภิสุทธิสถาน

        Awards
       - ชนะเลิศ Talent Show ประเภท Instrumental vocal group และ Male vocal solo
       - ABAC’s Music Contest year 2002
       1st Prize Acoustic Category
       1st Prize Band Category
       Best Keyboard of the Year
       - ได้ เกียรตินิยม President's Certificate จากเกรดการเรียนสูง

       Portfolio
       - เปียโนในเพลง ดาวหลงฟ้าประกอบละครเรื่องดาวหลงฟ้า ภูผาสีเงิน
       - เพลงบรรเลงประกอบละครใยเสน่หา”, “พระจันทร์แสนกลและพ่อตัวจริงของแท้                                                                  
      
ไม่ว่าคุณจะเห็นผมในฐานะใดก็ตามในวงการนี้
ผมก็เป็นแค่นักดนตรีคนนึงเท่านั้น
และผมขอสัญญาว่า
ผมจะรักษาและซื่อสัตย์กับตัวตนตรงนี้
ให้ดีที่สุดครับ

ฉันรู้จักกับพี่โต๋มา 3 ปีกว่าแล้ว ปีนี้ก็เข้าปีที่ 4  ฉันรู้สึกสบายใจเวลาที่มองหน้าพี่โต๋  เพราะพี่โต๋มักจะมีรอยยิ้มที่อบอุ่นมอบให้แก่ฉันเสมอ  มองแล้วรู้สุกมีกำลังใจ โดยเฉพาะคำที่พี่โต๋ชอบพูดว่า พี่โต๋เป็นกำลังใจให้ ทำให้ฉันรู้สึกว่ายังมีคนคอยห่วงเรา ให้กำลังใจเราอยู่เสมอ แม้มันจะเป็นเพียงคำประกอบโฆษณาของแบรนด์ก็ตามพี่โต๋ไม่เคยทำให้ฉันเสียใจเลยสักครั้ง พี่โต๋เป็นคนเสมอต้นเสมอปลายตลอด  ฉันเคยเจอพี่โต๋อยู่ครั้งหนึ่ง ปลื้มแล้วก็ประทับใจมากๆๆ แล้วก็หวังว่าสักวันหนึ่งคงจะได้ไปดูคอนเสิร์ตที่พี่โต๋เล่นนะ   ...สัญญาว่าจะเป็นน้องสาวที่ดีของพี่โต๋ตลอดไปค่า

เบื้องหลังของชื่อ..อิงตะวัน..ที่สุดของพ่อ

           อิงตะวันคือชื่อจริงของฉันเอง  พ่อเป็นคนตั้งให้ พ่อบอกว่าเป็นชื่อแบบไทยๆ คือไม่ต้องมีคำแปลให้ยุ่งยาก ความหมายครบถ้วนกระบวนความอยู่ในตัวของมันเอง แต่พ่อหวังว่าคงจะไม่เชยเกินไปสำรับยุคโลกาภิวัฒน์อย่างทุกวันนี้  เพราะพ่อชอบชื่อแบบไทยแท้ๆ เเบบไม่ต้องเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานหาคำแปลให้เมื่อย เพียงเอาคำมาผสมรวมกันก็ใช้ด้แล้ว แถมยังเก๋ด้วย ปรพกอบกับให้สอดคล้องกับปี 2538 (ปที่ฉันเกิด) เป็น "ปีสืบสานวัฒนธรรมไทย" อีกด้วย
           "ตะวัน" แปลว่า ดวงอาทิตย์ แต่ชาวบ้านเรียกว่า ตะวัน
           "อิง" คือ กริยาชยิดหนึ่ง หมายถึง การอิงแอบ การพึ่งพิง การพึ่งพา
           ดวงอาทิตย์เป็นสิ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยจักรวาล หาสิ่งใดมายิ่งใหญ่เท่าไม่มีอีกแล้ว อีกทั้งยังมีคุณและอิทธิพลต่อโลกนี้  พ่ออยากให้ฉันยิ่งใหญ่ดังเช่นดวงอาทิตย์ แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นการที่อาศัยบารมีของดวงอาทิตย์บ้าง โดดยการอิงแอบ การพึ่งพาไปกับดวงอาทิตย์ด้วย ก็คงจะยิ่งใหญ่ มีบารมี มีอิทธิพล ดังเช่นดวงอาทิตย์ดวงนี้บ้าง และนี่ก็คือที่มาของชื่ออิงตะวัน ไม่เพียงเเต่เป็นชื่อที่เก๋เท่านั้น แต่ความหมายของมันยังยิ่งใหญ่อีกด้วย
            อีกเหตุผลคือ อิงตะวัน นั้นมีความหมายและสอดคล้องกับนามสกุล คือ แสงอุทัย จึงเหมาะสมและสมเหตุสมผลเป็นที่สุด
            เหตุผลสุดท้ายเป็นการบังเอิญอย่างที่สุดคือฉันเกิดเวลา 11.35 น. คือเวลาใกล้เที่ยง ตะวันเกือบจะตรงหัว แสงตะวันร้อนแรงที่สุด ประกอบกับเป็นเดือนเมษายน เดือนที่ดวงอาทิตย์ใกล้โลกที่สุด ส่องแสงเจิดจ้าร้อนแรงที่สุด ฉันบืมตาดูโลกในเวลานี้ เสมือนกับอิงพระอาทิตย์มาเกิด จึงเหมาะสมและสอดคล้องกับชื่อ "อิงตะวัน" เป็นที่สุด

18/9/53

วัยเรียน...วัยละอ่อน

           ฉันเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนอนุบาลราชบุรี  ที่นั่นฉันมีเพื่อนสนิทอยู่ 3 คน คือ นก อิ๋งอิ๋ง พลอย เราอยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่ป.5 จนป.6ก็ยังตามไปหลอกหลอนกันอีก 555+ ชีวิตประถมของฉันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ก็เหมือนกับเด็กๆทั่วไป  จนกระทั่งขึ้นม.1 เราต่างก็แยกย้ายกันไป
            --อิ๋งอิ๋ง เก่งที่สุด ไปเรียนต่อสาธิตปทุมวัน
            --นก เรียนต่อร.ร.หญิงล้วน นารีวิทยา
            --ส่วนพลอยและฉันเรียนที่เบญจมเหมือนกัน  แต่อยู่คนละห้องกัน จึงทำให้เราห่างกันไป 
            ต่อมาก็เข้าสู่ช่วงม.ต้น  ฉันเชื่อว่าเกือบ 90% ของเด็กป.6 ในจ.ราชบุรี ก็คงอยากเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ...โรงเรียนประจำจังหวัดกันทั้งนั้น  ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน  ครั้งแรกของการสอบเข้าร.ร.เบญจมของฉัน คือ สอบเข้าห้องเรียนพิเศษคณิตศาสตร์ ซึ่งฉันไม่สามารถทำได้สำเร็จ บทเรียนครั้งนั้นทำใหฉันฮึดสู้ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ และผลก็เป็นไปอย่างที่หวังไว้ ฉันสามารถสอบเข้าเรียนต่อร.ร.ในฝันได้ ด้วยลำดับที่ที่น่าพอใจ  หลังจากนั้นฉันสอบเข้าเรียนในห้องเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ EGP 1st ซึ่งถ้าฉันไม่สอบเข้าเรียนต่อในห้องนี้ ฉันก็มีโอกาสเข้าห้อง 1 ห้องเรียนพิเศษคณิตศาสตร์ เพราะทางร.ร.คัดนักเรียนที่มีผลการสอบในลำดับต้นๆ เข้าไปเติมห้อง 1 ให้เต็ม  ถ้าถามว่าเหตุผลที่ฉันสอบเข้า Gif Eng เพราะอะไร เพราะว่าในวันที่ประกาศผลสอบ พ่อและฉันไจขึ้นไปหาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านวิชาการของ ร.ร. เพื่อสอบถามข้อมูลว่าจะคัดเลือกเด็กที่มีผลการสอบลำดับต้นๆเข้าห้อง 1 หรือไม่  ปรากฎว่าฉันเจอกับอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่อาคาร 1 ชั้น 2  ท่านถามฉันและพ่อว่าขึ้นมาพบใคร ฉันก็บอกจุดประสงค์ไป อาจารย์ท่านนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่ฉันคิดว่าไม่ค่อยจะเป็นมิตรเท่าไรนัก ว่าทางร.ร.ไม่ได้คัดเด็กที่มีผลการสอบลำกับต้นๆเข้าห้อง1 ฉันจึงตัดสินใจสอบเข้าห้อง 2 ทันที  ซึ่งอาจารย์ท่านนั้นก็ทำให้ฉันพลาดโอกาสดีๆ หลายอย่งไป
            แต่ฉันก็คงจะโทษใครไม่ได้อีกตามเคย ถ้าคิดในทางกลับกันสวรรค์เบื้องบนอาจจะลิขิตมาแล้วก็ได้ว่า เส้นทางชีวิตของฉันต้องเดินแบบนี้  แต่อย่างไรก็ตาม ฟ้าหลังฝนมักจะสวยงามเสมอเพราะที่แห่งนี้ก็ได้ให้กำเนิดมิตรภาพที่สวยงามกับฉัน ณ ที่แห่งนี้ฉันได้เจอเพื่อนๆ ที่รวมกันเป็น EGP ที่คนมีสิ่งที่แตกต่างกัน แต่ในความต่างนั้นก็ก่อให้เกิดความลงตัวที่สวยงาม ทำให้ฉันได้พบกับเพื่อนแท้ที่แม้ว่าจะมีนิสัยต่างกันสุดขั้ว แต่ก็ทำให้เราสนนิทกันสุดยอด พวกเขาก็คือ
            --ป๊อป ไอ้หัวฟู ขอบคุณที่ทนคนนิสัยแย่อย่างเราได้ ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง แม้ว่าตอนนี้เราจะห่างๆกันไปบ้างก็ตาม
           --ศิภา เพื่อนตัวโย่งของเรา 4 ปีที่รู้จักกันมา แกเป็นยังไงก็ยังเป็นเหมือนเดิม รักแกนะยะ
           --อีเป แกอ่ะ ตอนนี้ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันแล้วก็ดูแลตัวเองดีๆนะ อย่า...มากนะ เดี๋ยวเพื่อนใหม่ตกใจ 555+
           --แอน สวยขึ้นนะแก ไปเกาหลีเมื่อไหร่บอกช้านด้วยนะ love love นะเว้ย แกเป็นเพื่อนที่ฉันรักมากคนนึงนะ
           --หมวย อ่า ถึงแม้ว่าเราไม่ได้สนิทกับแกมากนัก แต่ยังไงแกก็จะเป็นเพื่อนเราตลอดไป
           --เจา แกนะ ชอบไปไหนมาไหนคนเดียว บางทีมีไรก็ไม่บอกเพื่อน รู้มั้ยว่าเพื่อนเขาเป็นห่วง ฮึ่มๆๆ
           --กัส พูดช้าหน่อยก็ได้นะยะ บางทีช้านก็ฟังไม่ออก  ขอโทษนะ ที่บางทีก็เหวี่ยงใส่แกอ่ะ
           --และคนสุดท้าย นังจ้า ไปดีแล้วนะแกอ่ะ กลับมาเมื่อไหร่ อย่าลืมของฝากช้านนะ นี่ๆเหงาปากนะเว้ย ไม่มีคนมาทะเลาะด้วย 555+
           สุดท้ายนี้ เราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ในวันวานจะยังสานต่อไปในอนาคตได้หรือไม่ ไม่รูว่ากาลเวลาที่เปลี่ยนไปจะทำให้ใจคนเปลี่ยนไปด้วยหรือไม่ แต่สำหรับเรา เรายังคงเหมือนเดิม ยังยืนอยู่ที่เดิม ยังเป็นแจ๋ม ไอ้แจ๋ม อีแจ๋มคนเดิมของพวกแกตลอดไป  ถ้าเวลาที่เปลี่ยนไปทำให้ความสัมพันธ์ในวันวานเลือนลางตามมันไปด้วยเราก็อยากให้แกทุกคนรู้ไว้ว่า
              "ให้เธอนั้นได้จำว่า ครั้งหนึ่งเรานั้นเคยรักกัน    เรานั้นเคยได้พบกัน แม้ว่ามันจะหมดไป
          ในวันหนึ่งหากเธอบังเอิญได้พบใคร ฉันก็คงไม่เสียใจ ปล่อยให้เธอไป ฉันไม่เป็นไร ให้เธอได้จำเอาไว้ว่าเราเคยรักกัน"
                                ...............ช้านรักพวกแกทุกคนนะยะ....................
             และช่วงม.3ก็เป็นช่วงที่สำคัญอีกช่วงหนึ่งของการสอบเข้าเรียนต่อม.ปลาย ซึ่งร.ร.ที่เด็ก ม.3 ทั้งประเทศ อยากจะเรียนต่อมากที่สุก ก็คงจะหนีไม่พ้นมหิดลวิทย์และเตรียมอุดม  ซึ่งฉันก็นเป็นแฟนคลับมหิดลวิทย์คนหนึ่งเหมือนกัน  ฉันอยากเรียนที่นี่มากๆ ประกอบกับฉันมี sponser ที่ดี ที่ช่วยฉันให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ นั่นก็คือ ครูเก้และครูเก่งนั่นเอง ทั้ง2ท่าน ช่วยวางแผนการเรียนให้ฉันและเพื่อนอีกหยิบมือนึง พร้อมกับมาเหนื่อยเป็นเพื่อนฉัน ฉันใช้เวลาเตรียมตัวประมาณปีครึ่งก่อนสอบ แต่ผลก็ออกมาว่าฉันไม่ติด  ฉันยอมรับว่าฉันเสียใจมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ประกอบกับวันนั้นเป็นวันก่อนสอบกลางภาคที่ร.ร. 1 วันพอดีเด๊ะเลย  หลังจากนั้นแนก็ไม่ทำอะไร หนังสือก็ไม่อ่าน มันรู้สุกว่าหมดกำลังใจ เราทุ่มเทให้มันขนาดนี้ แต่มันกลับทิ้งเราไว้กลางทางอย่างไม่ใยดี แต่ฉันก็คงจะโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง ตัวเองคนเดียวเลยจริงๆ  แต่ยังไงก็ขอขอบคุณครูเก้และครูเก่งมากๆๆค่ะ ที่ช่วยสานฝันให้หนู  แม้มันจะเป็นเพียงฝันที่ยังสานไม่เสร็จก็ตาม  แต่หลังจากนั่งซังกะตายได้ไม่นาน ฉันก็เริ่มหันมาอ่านหนังสือสอบเข้าเตรียมอุดม ด้วยสภาพที่ไม่เต็ม 100 เหมือนตอนจะเข้ามหิดล  ฉันคิดว่าแม้ไม่ได้ประดับเข็มสีน้ำเงินของมหิดลแต่ได้ประดับพระเกี้ยวก็ยังดี  แต่ก็กลับกลายเป็นว่าฉันไม่ได้อะไรเลย กลับมาตายรังที่เบญจมอย่างเก่า 555+ น่าสมเพชจริงๆ
           ต่อมาก็เข้าสู่ชีวิตม.ปลาย ตอนแรกฉันคิดว่ามันก็คงไม่ต่างจากม.ต้นเท่าไรนัก  แต่ผิดคาดอย่างรุนแรง ทุกอย่างถาโถมเข้ามา สอบก็ตก เกรดก็ไม่ดี ฉันรู้สึกเข้าใจคำว่า"ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ" ขึ้นมาทันที  รู้สึกเหมือนตัวเองยังไม่ตื่นเหมือนคนอื่นเขา เขาที่ตื่นแล้ว แล้วก็พร้อมจะวิ่งไปข้างหน้าได้ทุกขณะ  แต่ฉันให้สัญญากับตัวเองไว้ว่าต่อไปนี้ฉันจะตั้งใจทำทุกอย่าง จะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวังในตัวฉันอีก  และถือว่านี่คือบทเรียนราคาแพงของการประมาทและเลินเล่อของตัวฉันเอง...ต่อไปนี้ฉันจะเป็นคนใหม่ให้ได้  ........ฉันให้สัญญา.
    

วันวานในวัยเด็กของฉัน

                ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเอามากๆ ที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น  ทุกคนรักและเอาใจใส่ฉัน ทั้งพ่อ แม่ ปู่และย่า  ปู่และย่าเป็นคนเลี้ยงฉัน เพราะพ่อและแม่ต้องไปทำงาน ท่านทั้งสอง หล่อหลอมฉันให้เป็นคนดี  คิดดี พูดดีและทำในสิ่งที่ดี  เมื่อฉันเข้าโรงเรียน ปู่และย่าจะไปหาฉันตอนพักกลางวันทุกๆวัน และตอนเย็นก็จะเป็นปู่ที่ไปรับฉันที่โรงเรียนในทุกๆเย็น อ้อ!ฉันลืมบอกไป ปู่ของฉัน ท่านรับราชการเป็นตำรวจ ยศ พ.ต.ต. แต่ตอนนี้ปู่ได้จากฉันไปแล้วด้วยโรคร้ายที่ไม่มีใครคิด  เพราะปู่เป็นคนที่สุขภาพเเข็งแรงมากๆ  ทุกอย่างผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว  จนตั้งตัวแทบไม่ทัน  บางครั้งฉันก็นอนร้องไห้คิดถึงปู่  เพราะอย่างที่บอกว่าปู่กับย่าเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เล็กๆ จึงทำให้เราค่อนข้างที่จะผูกพันกันมากพอสมควร  เมื่อก่อนทุกๆเย็น หลังกลับจากโรงเรียน ปู่จะซื้อขนมหรือไม่ก็มานั่งคุยเล่นด้วยเป็นประจำ  บางครั้งที่ฉันต้องอยู่บ้านคนเดียว ปู่ก็จะซื้อขนม ข้าวกลางวันมาให้เสมอ  ฉันได้แต่หวังว่าปู่จะอยู่บนสวรรคือย่างมีความสุขและถ้าเลือกได้ ฉันก็จะขอเกิดเป็นหลานของปู่ตลอดไป  ส่วนย่าเป็นแม่ค้า ย่าเป็นคนที่ค้าขายเก่งมาก จะหยิบจับอะไรก็ขายได้ กำไรดี ที่สำคัญจะบอกว่าย่าเป็นสตรีเหล็กก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะย่าต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง เนื่องจากอย่างที่บอกไปแล้วว่า ปู่เป็นตำรวจ จึงต้องย้ายไปทำงานในจังหวัดต่างๆ  ยายของฉัน ท่านอยู่ที่ จ.ชลบุรี  ส่วนก๋งนั้น เสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด  ตอนเด็กๆทุกๆปิดเทอม พ่อและแม่จะพาฉันไปเยี่ยมยายและถือโอกาสเที่ยวไปในตัว โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่ามหาวิทยาลัยบูรพาเป็นประจำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อและแม่เคยเรียนอยู่และได้พบรักกัน  แต่ช่วงหลังๆมานี่ก็ไม่ค่อยได้ไปเพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยว่าง 
                 ฉันมีน้องสาว 1 คน เราอายุห่างกัน 4 ปี  เราทะเลาะกันบ่อยๆ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง    บางครั้งฉันก็จะเตือนน้องในเรื่องที่ไม่ควรทำ ซึ่งเขาก็เห็นว่าการเตือนด้วยความหวังดีนั้น เป็นการบ่น  ฉันค่อนข้างจะอิจฉาน้องในบางครั้งอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่อยู่ป.3 น้องไปแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ และได้รางวัลกลับมาอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่ฉันไม่เคยได้เช่นนั้น  แต่ถ้าหากมองย้อนกลับถึงสาเหตุ ก็เป็นเพราะน้องได้รับการฝึกฝน การเรียน การเอาใจใส่ขากพ่อ ซึ่งเป็นคนที่จะดูเเลเรื่องการเรียน แต่ฉันไม่มีโอกาสเช่นนั้น  ในบางครั้งฉันก็อดน้อยใจไม่ได้ ว่าตัวเองเหมือนเป็นหนูทดลอง อะไรที่ไม่ดี ก็ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นน้องได้สิ่งที่ดีๆไปซะหมด  ส่วนฉันล่ะ กลับไม่ได้อะไรเลย  แต่ที่ฉันเขียนมาก็เหมือนเป็นการบ่นไปเท่านั้นแหละ เพราะในขณะเดียวกันฉันก็ค่อนข้างจะภูมิใจในตัวน้องสาวคนนี้อยู่เหมือนกันและอีกอย่างคือเรื่องมันเป็นอดีตไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกอยู่ดี  แต่อย่างไรก็ตามฉันก็รักน้องสาวคนนี้มากๆๆๆๆ  เพราะเราก็มีกันแค่ 2 คนพี่น้อง ถ้าไม่รักน้องตัวเองแล้วจะไปรัก_มาที่ไหน จริงมั้ย?   
             เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องกันบ้าง  อย่างที่บอกว่าฉันรู้สึกโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ฉันรู้ว่าพ่อและแม่รักและเป็นห่วงฉันมาก เพราะฉันเคยอ่านในสมุดบันทึก "รักลูก" ที่พ่อเขียนเอาไว้ ตั้งแต่ก่อนฉันจะเกิด จนกระทั่งหลังเกิด  อ่านแล้วก็ซึ้งเลย ถึงกับน้ำตาร่วง ว่ามีคนสองคนบนโลกใบนี้ที่รักเรามากๆ ยอมทำทุกอย่างเพื่อเรา ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเรา แม้ว่าเขาจะเหนื่อยเพียงใดก็ตาม พ่อและเเม่สอนฉันว่าเราต้องมีน้ำใจกับผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา กตัญญูรู้คุณคน ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง และสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งสองจะสอนฉันเสมอมาก็คือคนเราล้มได้แต่เมื่อล้มแล้วอย่าท้อต้องรีบลุกขึ้นมาสู้ใหม่เพราะคงไม่มีใครผิดหวังตลอดกาล ฉันเชื่อในคำสอนของท่านทั้งสองเสมอมา จนทุกวันนี้ฉันมีความรู้สึกว่าตัวฉันเองมีความเชื่อมั่นในตนเองมาก จะทำอะไรก็เกิดความมั่นใจ เมื่อทำอะไรผิดพลาดแล้วนึกถึงคำสอนของท่านทั้งสองก็มีกำลังขึ้นมาทุกครั้ง ท่านทั้งสองเปรียบเสมือนซุปเปอร์แมนและนางฟ้าใจดีที่คอยจูงมือฉันให้ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้าด้วยเท้าของฉันเองด้วยความมั่นคงและปลอดภัย  พ่อและแม่สอนฉันเสมอว่าไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งเป็นเลิศในวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่ที่สำคัญต้องเก่งด้านอื่นประกอบควบคู่กันไปด้วย เพราะจะได้สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและประสบผลสำเร็จ เพราะพ่อและเเม่ไม่อยากให้ฉันเป็นเหมือนสุภาษิตที่ว่า มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด”  ท่านทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงพ่อและเเม่อย่างเดียวเท่านั้น  แต่ท่านเป็นทั้งเพื่อและพี่ในเวลาเดียวกัน  ยามที่ฉันเหงา เศร้า ท่านก็เป็นเหมือนเพื่อนเล่นให้ฉันคลายความเศร้าและเหงาได้  ยามที่ฉันทุกข์ มีปัญหา ท่านก็เป็นเหมือนพี่ คอยให้คำปรึกษา ปลอบประโลมและให้กำลังใจ  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่พ่อและเเม่มอบให้ฉัน และฉันอยากจะกู่ร้องดังๆ ให้ก้องฟ้าว่า "ฉันดีใจเหลือเกินที่เกิดมาเป็นลูกของชาย-หญิงคู่หนึ่ง ที่ฉันเรียกท่านทั้งสองว่า พ่อและแม่"

3G

        3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องจากยุคที่ 3 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้น ทั้งยังมีข้อจำกัดอยู่มาก การพัฒนาของ 3G ทำให้เกิดการใช้บริการมัลติมีเดีย และ ส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น เป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสานการนำเสนอข้อมูลและเทคโนโลยีปัจจุบันเข้าด้วยกัน
          ลักษณะการทำงานของ 3G เมื่อเปรียบเทียบเทคโนโลยี 2G กับ 3G แล้ว 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และ ความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า ทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอพพลิเคชั่น รวมทั้งบริการระบบเสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้ บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และ สมบูรณ์แบบขึ้น เช่น บริการส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ ,รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่ ,ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร, ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ เทคโนโลยี
3G น่าสนใจอย่างไร
          จากการที่ 3G สามารถรับส่งข้อมูลในความเร็วสูง ทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปได้ อย่างรวดเร็ว และ มีรูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น ประกอบกับอุปกรณ์สื่อสารไร้สายในระบบ 3G สามารถให้บริการระบบเสียง และ แอพพลิเคชั่นรูปแบบใหม่ เช่น จอแสดงภาพสี, เครื่องเล่น mp3, เครื่องเล่นวีดีโอ การดาวน์โหลดเกม, แสดงกราฟฟิก และ การแสดงแผนที่ตั้งต่างๆ ทำให้การสื่อสารเป็นแบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่สร้างความสนุกสนาน และ สมจริงมากขึ้น
          3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดย โทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือน คอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และแม้แต่กล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็คข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น self-care (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และ ใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และ ตารางนัดหมายส่วนตัว “Always On”
คุณสมบัติหลักของ 3G คือ 
         มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) นั่นคือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล  ซึ่งการเสียค่าบริการแบบนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไป ที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือข่าย อุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์ สื่อสารอื่น เช่น Palmtop, Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC
       3G คือ คือการนำเอาข้อดีของ ระบบ CDMA มาปรับใช้กับ GSM เรียกว่า W-CDMA ซึ่งถูกพัฒนาโดยบริษัท NTT DoCoMo ของญี่ปุ่น  สำหรับเมืองไทยนั้น ระบบ 3G จะเป็น เทคโนโลยีแบบ HSPA ซึ่งแยกย่อยได้เป็น HSDPA , HSUPA และ HSPA+
        HSDPAนั้นจะสามารถ รับส่งข้อมูลได้สูงสุดที่ Download 14.4 Mbps / Upload 384 Kbps. ( ปัจจุบันผู้ให้บริการทั่วโลกยังให้บริการอยู่ที่ Download 7.2Mbps เท่านั้น )
HSUPAจะเหมือนกับ HSDPA ทุกอย่างแต่การ Upload ข้อมูลจะวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 5.76 Mbps
HSPA+ เป็นระบบในอนาคต การ Download ข้อมูลจะอยู่ที่ 42 Mbps / Upload 22 Mbps
         สำหรับในเมืองไทยนั้น ระบบ 3G ( HSPA ) ที่ Operator AIS หรือ DTAC นำมาใช้จะเป็น HSDPA โดยการ Download จะอยู่ที่ 7.2Mbps ซึ่งน่าจะได้ใช้กันในไม่ช้า



17/9/53

Mind Map เรื่อง Hardware




ฉันกับแรม ความแตกต่างที่เหมือนกัน

ฉันเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ที่มีอารมณ์ รัก โลภ โกรธ และหลง อย่างคนทั่วไป  ชีวิตของฉันดำเนินไปอย่างเรียบง่ายบนพื้นฐานของความรักที่ทุกคนมอบให้ฉัน  ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวที่เป็นกำลังใจที่สำคัญ เป็นที่ปรึกษา และให้ความอบอุ่นกับฉันเสมอมา  เพื่อนแท้ที่มอบความจริงใจให้แก่กัน  คุณครูสมศรีที่เตือนสติฉัน ด้วยหนังสือ ฤาจักยอมเป็น ไอ้ขี้แพ้ ก็ตามใจ  และสุดท้ายตัวฉันเองที่อดทนและฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ มาได้  โดย อด คือ อดทำในสิ่งที่ฉันชอบและสนุก และ ทน คือ ทนทำในสิ่งที่ไม่ชอบและมาสนุก  แม่ของฉัน ท่านเป็นคนชอบอ่านหนังสือ  ท่านจึงปลูกฝังฉันตั้งแต่เล็ก ๆ ให้รักหนังสือ จากหนังสือนิทานเป็นหนังสือการ์ตูน จากหนังสือการ์ตูนเป็นหนังสือนิยาย และจากหนังสือนิยายเป็นหนังสือเรียน  ใช้เวลาในการอ่านจากวินาทีเป็นนาที จากนาทีเป็นชั่วโมง และจากชั่วโมงกลายเป็นวัน  โดยตัวอย่างความอดทนที่น่าจะเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คงจะเป็นการอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ของฉัน  แม้ว่าในครั้งแรกจะประสอบความสำเร็จด้วยดี  แต่ในครั้งที่สอง ฉันกลับทำได้แค่เพียงครึ่งทางเท่านั้น  ซึ่งฉันก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะความอดทนของฉันน้อยเกินไป  หรือว่าเป็นเพราะสาเหตุอื่นกันแน่  แต่ครั้งที่สามของฉันซึ่งก็คือการสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษานั้น  ฉันมั่นใจว่าฉันจะต้องทำตามที่หวังไว้ได้ 100 % เพราะฉันจะเอาชนะมาทั้งหลายที่เข้ามาผจญด้วยความอดทนและความเพียรของฉันเอง  เพราะฉันเชื่อมั่นว่าความสำเร็จจะมาหลังจากความล้มเหลวเสมอ  จากข้อความข้างต้นที่กล่าวมานั้น  หากจะเปรียบกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สัก 1 ชิ้น ก็คงจะเปรียบได้กับ RAM ซึ่งเป็นหน่วยความจำหลัก แต่ไม่ถาวร  ซึ่งเปรียบได้กับการนำข้อมูลเข้าไปสะสมเรื่อย ๆ ของฉัน  จนกลายเป็นหน่วยความจำที่มีข้อมูลให้เลือกสรรมากมายในที่สุด   หน่วยความจำชนิดนี้ อนุญาตให้เขียนและอ่านข้อมูลได้ในตำแหน่งต่างๆ อย่างอิสระ และรวดเร็วพอสมควรซึ่งก็คงเหมือนกับการอดทนค้นคว้าหาความรู้ตลอดเวลาของฉัน  ข้อมูลในแรม อาจเป็นโปรแกรมที่กำลังทำงาน หรือข้อมูลที่ใช้ในการประมวลผล ของโปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่ ข้อมูลในแรมจะหายไปทันที เมื่อระบบคอมพิวเตอร์ถูกปิดลง  เนื่องจากหน่วยความจำชนิดนี้ จะเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น  ซึ่งก็คงเหมือนกับการท้อแท้หรือ การไม่สนใจที่จะอ่านหนังสืออยู่เสมอนั่นเอง  ฉันเชื่อมั่นว่าความคิดและจินตนาการคือจุดเริ่มต้น  ที่ทำให้เราพยายามตามหาความฝันของตัวเองให้เจอ จดจำสิ่งที่ฝันให้ได้และลงมือทำ ประกอบกับ โอกาส + ความพร้อม จะทำให้เราโชคดีและประสบความสำเร็จในที่สุด  และที่สำคัญที่สุดคือสมการ ความรัก + ความฝัน + ความอดทน = ความสำเร็จ