ฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเอามากๆ ที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ทุกคนรักและเอาใจใส่ฉัน ทั้งพ่อ แม่ ปู่และย่า ปู่และย่าเป็นคนเลี้ยงฉัน เพราะพ่อและแม่ต้องไปทำงาน ท่านทั้งสอง หล่อหลอมฉันให้เป็นคนดี คิดดี พูดดีและทำในสิ่งที่ดี เมื่อฉันเข้าโรงเรียน ปู่และย่าจะไปหาฉันตอนพักกลางวันทุกๆวัน และตอนเย็นก็จะเป็นปู่ที่ไปรับฉันที่โรงเรียนในทุกๆเย็น อ้อ!ฉันลืมบอกไป ปู่ของฉัน ท่านรับราชการเป็นตำรวจ ยศ พ.ต.ต. แต่ตอนนี้ปู่ได้จากฉันไปแล้วด้วยโรคร้ายที่ไม่มีใครคิด เพราะปู่เป็นคนที่สุขภาพเเข็งแรงมากๆ ทุกอย่างผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็ว จนตั้งตัวแทบไม่ทัน บางครั้งฉันก็นอนร้องไห้คิดถึงปู่ เพราะอย่างที่บอกว่าปู่กับย่าเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เล็กๆ จึงทำให้เราค่อนข้างที่จะผูกพันกันมากพอสมควร เมื่อก่อนทุกๆเย็น หลังกลับจากโรงเรียน ปู่จะซื้อขนมหรือไม่ก็มานั่งคุยเล่นด้วยเป็นประจำ บางครั้งที่ฉันต้องอยู่บ้านคนเดียว ปู่ก็จะซื้อขนม ข้าวกลางวันมาให้เสมอ ฉันได้แต่หวังว่าปู่จะอยู่บนสวรรคือย่างมีความสุขและถ้าเลือกได้ ฉันก็จะขอเกิดเป็นหลานของปู่ตลอดไป ส่วนย่าเป็นแม่ค้า ย่าเป็นคนที่ค้าขายเก่งมาก จะหยิบจับอะไรก็ขายได้ กำไรดี ที่สำคัญจะบอกว่าย่าเป็นสตรีเหล็กก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะย่าต้องเลี้ยงลูกเพียงลำพัง เนื่องจากอย่างที่บอกไปแล้วว่า ปู่เป็นตำรวจ จึงต้องย้ายไปทำงานในจังหวัดต่างๆ ยายของฉัน ท่านอยู่ที่ จ.ชลบุรี ส่วนก๋งนั้น เสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันยังไม่เกิด ตอนเด็กๆทุกๆปิดเทอม พ่อและแม่จะพาฉันไปเยี่ยมยายและถือโอกาสเที่ยวไปในตัว โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่ามหาวิทยาลัยบูรพาเป็นประจำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่พ่อและแม่เคยเรียนอยู่และได้พบรักกัน แต่ช่วงหลังๆมานี่ก็ไม่ค่อยได้ไปเพราะพ่อกับแม่ไม่ค่อยว่าง
ฉันมีน้องสาว 1 คน เราอายุห่างกัน 4 ปี เราทะเลาะกันบ่อยๆ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง บางครั้งฉันก็จะเตือนน้องในเรื่องที่ไม่ควรทำ ซึ่งเขาก็เห็นว่าการเตือนด้วยความหวังดีนั้น เป็นการบ่น ฉันค่อนข้างจะอิจฉาน้องในบางครั้งอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่อยู่ป.3 น้องไปแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ และได้รางวัลกลับมาอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่ฉันไม่เคยได้เช่นนั้น แต่ถ้าหากมองย้อนกลับถึงสาเหตุ ก็เป็นเพราะน้องได้รับการฝึกฝน การเรียน การเอาใจใส่ขากพ่อ ซึ่งเป็นคนที่จะดูเเลเรื่องการเรียน แต่ฉันไม่มีโอกาสเช่นนั้น ในบางครั้งฉันก็อดน้อยใจไม่ได้ ว่าตัวเองเหมือนเป็นหนูทดลอง อะไรที่ไม่ดี ก็ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นน้องได้สิ่งที่ดีๆไปซะหมด ส่วนฉันล่ะ กลับไม่ได้อะไรเลย แต่ที่ฉันเขียนมาก็เหมือนเป็นการบ่นไปเท่านั้นแหละ เพราะในขณะเดียวกันฉันก็ค่อนข้างจะภูมิใจในตัวน้องสาวคนนี้อยู่เหมือนกันและอีกอย่างคือเรื่องมันเป็นอดีตไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกอยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามฉันก็รักน้องสาวคนนี้มากๆๆๆๆ เพราะเราก็มีกันแค่ 2 คนพี่น้อง ถ้าไม่รักน้องตัวเองแล้วจะไปรัก_มาที่ไหน จริงมั้ย?
เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องกันบ้าง อย่างที่บอกว่าฉันรู้สึกโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ฉันรู้ว่าพ่อและแม่รักและเป็นห่วงฉันมาก เพราะฉันเคยอ่านในสมุดบันทึก "รักลูก" ที่พ่อเขียนเอาไว้ ตั้งแต่ก่อนฉันจะเกิด จนกระทั่งหลังเกิด อ่านแล้วก็ซึ้งเลย ถึงกับน้ำตาร่วง ว่ามีคนสองคนบนโลกใบนี้ที่รักเรามากๆ ยอมทำทุกอย่างเพื่อเรา ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเรา แม้ว่าเขาจะเหนื่อยเพียงใดก็ตาม พ่อและเเม่สอนฉันว่าเราต้องมีน้ำใจกับผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา กตัญญูรู้คุณคน ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง และสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งสองจะสอนฉันเสมอมาก็คือคนเราล้มได้แต่เมื่อล้มแล้วอย่าท้อต้องรีบลุกขึ้นมาสู้ใหม่เพราะคงไม่มีใครผิดหวังตลอดกาล ฉันเชื่อในคำสอนของท่านทั้งสองเสมอมา จนทุกวันนี้ฉันมีความรู้สึกว่าตัวฉันเองมีความเชื่อมั่นในตนเองมาก จะทำอะไรก็เกิดความมั่นใจ เมื่อทำอะไรผิดพลาดแล้วนึกถึงคำสอนของท่านทั้งสองก็มีกำลังขึ้นมาทุกครั้ง ท่านทั้งสองเปรียบเสมือนซุปเปอร์แมนและนางฟ้าใจดีที่คอยจูงมือฉันให้ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้าด้วยเท้าของฉันเองด้วยความมั่นคงและปลอดภัย พ่อและแม่สอนฉันเสมอว่าไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งเป็นเลิศในวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่ที่สำคัญต้องเก่งด้านอื่นประกอบควบคู่กันไปด้วย เพราะจะได้สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและประสบผลสำเร็จ เพราะพ่อและเเม่ไม่อยากให้ฉันเป็นเหมือนสุภาษิตที่ว่า “มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ท่านทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงพ่อและเเม่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านเป็นทั้งเพื่อและพี่ในเวลาเดียวกัน ยามที่ฉันเหงา เศร้า ท่านก็เป็นเหมือนเพื่อนเล่นให้ฉันคลายความเศร้าและเหงาได้ ยามที่ฉันทุกข์ มีปัญหา ท่านก็เป็นเหมือนพี่ คอยให้คำปรึกษา ปลอบประโลมและให้กำลังใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่พ่อและเเม่มอบให้ฉัน และฉันอยากจะกู่ร้องดังๆ ให้ก้องฟ้าว่า "ฉันดีใจเหลือเกินที่เกิดมาเป็นลูกของชาย-หญิงคู่หนึ่ง ที่ฉันเรียกท่านทั้งสองว่า พ่อและแม่"
ฉันมีน้องสาว 1 คน เราอายุห่างกัน 4 ปี เราทะเลาะกันบ่อยๆ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง บางครั้งฉันก็จะเตือนน้องในเรื่องที่ไม่ควรทำ ซึ่งเขาก็เห็นว่าการเตือนด้วยความหวังดีนั้น เป็นการบ่น ฉันค่อนข้างจะอิจฉาน้องในบางครั้งอยู่เหมือนกัน เพราะตอนที่อยู่ป.3 น้องไปแข่งขันรายการต่างๆ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศ และได้รางวัลกลับมาอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่ฉันไม่เคยได้เช่นนั้น แต่ถ้าหากมองย้อนกลับถึงสาเหตุ ก็เป็นเพราะน้องได้รับการฝึกฝน การเรียน การเอาใจใส่ขากพ่อ ซึ่งเป็นคนที่จะดูเเลเรื่องการเรียน แต่ฉันไม่มีโอกาสเช่นนั้น ในบางครั้งฉันก็อดน้อยใจไม่ได้ ว่าตัวเองเหมือนเป็นหนูทดลอง อะไรที่ไม่ดี ก็ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นน้องได้สิ่งที่ดีๆไปซะหมด ส่วนฉันล่ะ กลับไม่ได้อะไรเลย แต่ที่ฉันเขียนมาก็เหมือนเป็นการบ่นไปเท่านั้นแหละ เพราะในขณะเดียวกันฉันก็ค่อนข้างจะภูมิใจในตัวน้องสาวคนนี้อยู่เหมือนกันและอีกอย่างคือเรื่องมันเป็นอดีตไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีกอยู่ดี แต่อย่างไรก็ตามฉันก็รักน้องสาวคนนี้มากๆๆๆๆ เพราะเราก็มีกันแค่ 2 คนพี่น้อง ถ้าไม่รักน้องตัวเองแล้วจะไปรัก_มาที่ไหน จริงมั้ย?
เอาล่ะกลับมาเข้าเรื่องกันบ้าง อย่างที่บอกว่าฉันรู้สึกโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น ฉันรู้ว่าพ่อและแม่รักและเป็นห่วงฉันมาก เพราะฉันเคยอ่านในสมุดบันทึก "รักลูก" ที่พ่อเขียนเอาไว้ ตั้งแต่ก่อนฉันจะเกิด จนกระทั่งหลังเกิด อ่านแล้วก็ซึ้งเลย ถึงกับน้ำตาร่วง ว่ามีคนสองคนบนโลกใบนี้ที่รักเรามากๆ ยอมทำทุกอย่างเพื่อเรา ทั้งๆที่ยังไม่เคยเห็นหน้าเรา แม้ว่าเขาจะเหนื่อยเพียงใดก็ตาม พ่อและเเม่สอนฉันว่าเราต้องมีน้ำใจกับผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา กตัญญูรู้คุณคน ใช้ชีวิตด้วยความพอเพียง และสิ่งหนึ่งที่ท่านทั้งสองจะสอนฉันเสมอมาก็คือคนเราล้มได้แต่เมื่อล้มแล้วอย่าท้อต้องรีบลุกขึ้นมาสู้ใหม่เพราะคงไม่มีใครผิดหวังตลอดกาล ฉันเชื่อในคำสอนของท่านทั้งสองเสมอมา จนทุกวันนี้ฉันมีความรู้สึกว่าตัวฉันเองมีความเชื่อมั่นในตนเองมาก จะทำอะไรก็เกิดความมั่นใจ เมื่อทำอะไรผิดพลาดแล้วนึกถึงคำสอนของท่านทั้งสองก็มีกำลังขึ้นมาทุกครั้ง ท่านทั้งสองเปรียบเสมือนซุปเปอร์แมนและนางฟ้าใจดีที่คอยจูงมือฉันให้ก้าวเดินต่อไปในวันข้างหน้าด้วยเท้าของฉันเองด้วยความมั่นคงและปลอดภัย พ่อและแม่สอนฉันเสมอว่าไม่จำเป็นต้องเรียนเก่งเป็นเลิศในวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่ที่สำคัญต้องเก่งด้านอื่นประกอบควบคู่กันไปด้วย เพราะจะได้สามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและประสบผลสำเร็จ เพราะพ่อและเเม่ไม่อยากให้ฉันเป็นเหมือนสุภาษิตที่ว่า “มีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ท่านทั้งสองไม่ได้เป็นเพียงพ่อและเเม่อย่างเดียวเท่านั้น แต่ท่านเป็นทั้งเพื่อและพี่ในเวลาเดียวกัน ยามที่ฉันเหงา เศร้า ท่านก็เป็นเหมือนเพื่อนเล่นให้ฉันคลายความเศร้าและเหงาได้ ยามที่ฉันทุกข์ มีปัญหา ท่านก็เป็นเหมือนพี่ คอยให้คำปรึกษา ปลอบประโลมและให้กำลังใจ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงความรักที่พ่อและเเม่มอบให้ฉัน และฉันอยากจะกู่ร้องดังๆ ให้ก้องฟ้าว่า "ฉันดีใจเหลือเกินที่เกิดมาเป็นลูกของชาย-หญิงคู่หนึ่ง ที่ฉันเรียกท่านทั้งสองว่า พ่อและแม่"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น